Archive for March, 2008

12
Mar

สิ่งธรรมดาคือสิ่งพิเศษ

Posted under My BloG No Comments

เมื่อวานได้รับ FWD เมล์มา อ่านแล้วมันจริงซะยิ่งกว่าจริง ลองอ่านดูนะ เพราะมันทำให้เราได้มองอะไรอีกด้าน ซึ่งมันเยี่ยมมากๆ เลยอ่ะ

—————————————————————————————————————

บางครั้งในชีวิตประจำวัน เรารู้สึกว่ามีหน้าที่หลายอย่างที่เรา “ต้อง” ทำ ทั้งๆ ที่ขี้เกียจแสนขี้เกียจ หรือเหนื่อยแสนเหนื่อยแล้วจากการทำงาน

เช่นการล้างจาน การท่อง หนังสือ การจดจ่ออยู่หน้าคอมพิวเตอร์ แถมพ่อแม่หลายท่านในปัจจุบันนอกจากทำงานเหนื่อยแล้วยังต้อง มานั่งรับส่งลูกเรียนพิเศษเสาร์อาทิตย์อีก…เวลานั่งรอบางครั้งก็เหนื่อยจนลืมชื่นใจความเก่งความน่ารักของลูก

สิ่งของเหล่านี้ดูธรรมดาและดูเหมือนเป็น “หน้าที่” ที่เราต้องกระทำ ทั้งๆ ที่บางครั้งทำให้เราหงุดหงิดพอควรเลย…ตัวหนูดีเป็นคนเกลียดการล้างจานมากเพราะไม่ชอบความเหนอะของคราบอาหารและความสากมือหลังจากล้างจานเสร็จ

ถึงขนาดมีกฎประจำใจเลยว่าผู้ชายคนไหนจะมาขอหนูดีแต่งงาน หนูดีจะให้ล้างจานให้ดูก่อน…แถมอาจมีการเซ็นสัญญากันว่าหนูดียินดีทำอาหารทุกชนิดแต่ฝ่ายชายต้องรับอาสาเป็นผู้ล้างจาน…จนกระทั่งวันหนึ่งหนูดีได้ไปปฏิบัติธรรมในวิถีเซน

การไปอยู่วัดครั้งนั้น ทุกคนต้องล้างจานเอง…พระสอนว่า เวลาล้างจานเราต้องการอะไรจากการล้างจาน…คำตอบของพวกหนูดี คือ เราต้องการให้จานสะอาด (แหมถามอะไรตอบง่ายอย่างนี้ ก็มันชัดเจนอยู่แล้วใช่ไหมคะ)…แต่ท่านบอกว่า ตอบผิดค่ะ …อ้าว ถ้าไม่อยากให้จานสะอาดแล้วจะล้างไปทำไมคะ หนูดีงงมาก…

ท่านตอบว่า จากนี้ไป ขอให้ล้างจาน เพื่อล้างจานได้ไหม… ทำไมต้อง “ล้างจานเพื่อล้างจาน”

กว่าหนูดีจะเข้าใจและทำได้ก็ผ่านไปจากนั้นนานแสนนาน และทุกวันนี้หนูดีก็ยังฝึกเป็นประจำ…เคล็ดอยู่ตรงนี้เองค่ะ

หากเราล้างจานเพื่อต้องการให้จานสะอาด ก็เหมือนกับเราโยนทิ้งปัจจุบันแล้วรอให้ความสุขเกิดขึ้นในอนาคตแต่ปัจจุบันคือความทุกข์ที่ต้องอยู่กับจานสกปรก เราจะมีความสุขก็ต่อเมื่อจานสะอาดแล้วเท่านั้น ….สรุปว่าใช้ชีวิตแค่กับเป้าหมาย รอให้เป้าหมายเป็นผลแล้วค่อยยอมปล่อยใจให้เป็นสุข

แต่หากเราเปลี่ยนมาเป็นทำใจให้สุข ในขณะล้างจาน จิตจดจ่อ อยู่กับน้ำ ฟองน้ำและจาน…เป็นสุขอยู่ ตรงนั้นซึ่งหลังจากครั้งแรก พระท่านก็สอนที่สูงขึ้นไปอีกว่า จินตนาการดูสิว่าจานเป็นพระพุทธรูปและเรากำลังชำระล้างท่านให้สะอาดอยู่…น่ารักมากเลยค่ะ ไม่เห็นต้องรอวันสงกรานต์แล้วค่อยสรงน้ำพระถ้าคิดอย่างนี้ได้ความสุขเล็กๆ ก็เกิดขึ้นได้ตลอดวัน ในการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและมีความสุข…

หนูดีคิดว่า เราต้องแยกให้ออกระหว่างวิถีและ เป้าหมายก่อน…คนส่วนใหญ่มัก เอาความสุขไปผูกไว้กับ “เป้าหมาย” แต่หลงลืมว่า เวลาเกือบทั้งหมดในชีวิตอยู่ที่ “วิถี” ในการ ไปถึงเป้าหมายนั้น

เหมือนเมื่อก่อนหนูดีตั้งเป้าไว้ว่า จะเรียนให้ได้คะแนนดีๆให้ได้เกียรตินิยม…และระหว่างภาคเรียนจะต้องทนทุกข์ทรมานขนาดไหนหนูดีไม่มีหวั่นเพราะเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนมาก…

พอสอบเสร็จโล่งอกสบายใจ ได้เกรดดีๆ ก็ดีใจอยู่แผล็บเดียวเดี๋ยวก็เปิดเทอมอีกแล้ว…จะเป็นจะตาย ต่อไปอีกเทอม…พอมาดูจริงๆ แล้วเรียนปริญญาตรีเราจะได้เห็น เกรดตัวเองหลักๆ ก็ 8 ครั้ง โอ้โห

เวลา 4 ปี จะยอมให้ตัวเองมีความสุขใหญ่ๆ แค่ 8 ครั้ง ก็ดูเป็นชีวิตที่เศร้าสร้อยไปหน่อยนะคะ

ดังนั้น การกลับมาปรับ “วิถี” ให้เรามีสุขขึ้นในระหว่างทางกลับทำให้ดัชนี ความสุขมวลรวมของชีวิตเราพุ่งสูงขึ้นอีกมาก เมื่อหารเฉลี่ยแล้วทั้งชีวิตเราน่าจะมีความสุขขึ้นอีกมากนะคะ …

เดี๋ยวนี้หนูดีเลยมีกฎในการใช้ชีวิตว่า “วิถีคือเป้าหมาย” พูดง่ายๆ ว่า การทำใจให้สุขเป็น ประจำวัน มีสุขในวิถี นั่นแหละคือเป้าหมายของหนูดี ส่วนเป้า หมายใหญ่ๆ ภายนอกก็ยังมีอยู่ค่ะ ไม่ได้ทิ้งหายไปไหน

หนูดียังคงวางแผนชีวิตและมีเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่เช่นเดิม…อาจจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะเป้าหมายเหล่านั้นไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะตัวหนูดีคนเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่ยังรวมคนอื่นๆ ในสังคมเข้ามาอีกด้วย และหนูดีไม่รอให้ “เป้าหมายสำเร็จ” แล้วค่อยเป็นสุข…ไม่มีกฎอะไรกำหนดนี่ คะว่าต้องรอ ก็เลยขอเป็นสุขเรื่อยๆ ดีกว่า

ท่าน ติช นัท ฮันท์ พูดเรื่องนี้ไว้ดีมาก…หนูดีเอามาเขียนเตือนใจตัวเองหน้า หนังสือ “ขอบคุณสรรพสิ่ง” ที่เขียนก่อนนอนเลยค่ะว่า “ปาฏิหาริย์ไม่ใช่การเดินบนน้ำ หรือบินอยู่บน อากาศ แต่ปาฏิหาริย์คือการเดินอยู่บนผืนดินและมีความสุขในทุก ย่างก้าว”

หนูดีเห็นด้วยอย่างมาก เพราะชีวิตเราเต็มไปด้วยเรื่อง “ธรรมดา” เช่น ตื่นมาอาบน้ำ
แปรงฟัน ขับรถไปทำงาน กิน อาหารเที่ยงกับเพื่อนในที่เดิมๆ

ตอนเย็นกลับมาก็เห็นหน้าภรรยา หรือสามีคนเดิมๆ ใส่ชุดธรรมดาๆ… หน้าตาเราหรือก็ธรรมดาๆ…ใช่ค่ะ เราส่วนใหญ่แล้วก็เป็นคน ธรรมดาๆ มีชีวิตธรรมดาๆ กันทั้งนั้น

แต่ถ้าความ “ธรรมดา” นี้หมดไปล่ะคะ เช่น อยู่ดีๆ ลูกเราเกิดเป็นมะเร็ง เม็ดเลือดขาว หรือสามีเราถูกรถชนตาย หรือเราถูกไล่ออกจากงานที่เราเบื่อแสนเบื่อ…เรื่องก็จะ “ไม่ธรรมดา” ไปในทันที

และในเวลานั้นเอง เราจะหวนมาคิดเสียดาย ความ “ธรรมดา” จนใจแทบจะขาด…หนูดีไม่ได้พูดเองเออเองนะคะ แต่เพราะหนูดีอยู่ในอาชีพที่ได้เห็นความพลัดพรากสูญเสียในครอบครัวมาเยอะมาก

จนเกิดเป็นกฎประจำใจเลยว่า ให้เรารีบชื่นชมกับความ “ธรรมดา” ที่เรามีและใช้ชีวิตประหนึ่งว่า สิ่งนั้นคือสิ่งมหัศจรรย์ของจักรวาล เพราะสิ่งธรรมดาๆ แท้จริงแล้วคือสิ่งที่ พิเศษที่สุดแล้วค่ะ

วันนี้ หนูดีขอชวนแฟนๆ คอลัมน์ลองมองหาสิ่ง ธรรมดาๆ สักสองสามสิ่งที่เรามอง ข้ามไปแล้วลองคิดขอบคุณเขาไหมคะ เช่น

วันนี้เราไม่ปวดฟันเลย ขอบคุณฟันที่อยู่อย่างปกติ

หรือวันนี้ ลูกของเรายังคงมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า เรามีความสุขจัง

หรือแม้แต่วันนี้รถของเรายังไม่ถูกชน โชคดีจังเลย…

เรื่องสุดท้ายนี่หนูดีคิดเป็นประจำเลยค่ะ เพราะในโลกนี้หนูดีเป็นหนึ่งในคนที่รถชอบโดนชนประจำขนาดขับช้าเหมือนเต่าคลาน ดังนั้น หากวันไหนรถหนูดีอยู่ในสภาพสมบูรณ์แค่ได้มองเห็น ก็เป็นสุขแล้วค่ะ

สุขสันต์วันธรรมดาๆ อีกวันหนึ่งนะคะ

ขอให้ทำงานอย่างเป็นสุข.. .