ว่ากันว่ามนุษย์รู้จักดื่มกาแฟมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ในแถบทวีปแอฟริกา โดยคนเลี้ยงแกะในเอธิโอเปีย สังเกตเห็นแพะที่เขาเลี้ยงกระโดดโลดเต้นอย่างสนุกสนานเมื่อกินผลไม้สีแดงๆ เขาจึงลองกินดูก็รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ต่อมาได้มีการนำไปถวายพระ แล้วพระได้นำไปเผาไฟเพื่อหวังลดอำนาจของผลไม้นี้ลง แต่กลับมีกลิ่นหอมน่าพิสมัย จึงนำมาทุบและใส่น้ำเพื่อดับไฟ เมื่อลองดื่มน้ำนั้นก็รู้สึกสดชื่นจึงมีการบอกต่อ และกาแฟได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของชาวตะวันออกกลาง จนพวกพ่อค้านำออกไปเผยแพร่

ชาวยุโรปเริ่มรู้จักกาแฟเมื่อศตวรรษที่ 17 โดยนักเดินทางแสวงโชค หลังจากนั้นก็ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และมีการนำกาแฟไปขยายพันธุ์ตามอาณานิคมต่างๆ จนกลายเป็นพืชเศรษฐกิจถึงปัจจุบัน สำหรับประเทศไทยมีบันทึกว่า การปลูกกาแฟเริ่มตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่นิยมอย่างแพร่หลายในสมัยรัตนโกสินทร์ ประมาณรัชกาลที่ 3 และ 4

กาแฟเป็นพืชไม้พุ่มแถบแอฟริกา ในสกุล coffee วงศ์ Rubiaceae ผลของกาแฟจะมีขนาดเล็ก มีสีแดงเหมือนเชอร์รี่เลยเรียกกันว่า coffee Cherries เม็ดแก่คั่วแล้วบดใช้เป็นเครื่องดื่ม ปัจจุบันเมล็ดกาแฟที่มีขายกันอยู่ในปัจจุบันมี 3 พันธุ์คือ พันธุ์โรบัสต้า พันธุ์อาราบิก้า และพันธุ์ไลเบริก้า

หาก สำรวจทั่วทุกมุมโลกที่มีการปลูกกาแฟนับรวมได้ว่า ขณะนี้มีกาแฟอยู่ประมาณ 500 สายพันธุ์ และยังสามารถแบ่งย่อยได้อีกว่า 6,000 ชนิด แต่หากจัดเป็นกลุ่มใหญ่อาจแบ่งได้ 2 กลุ่มคือ

  1. พันธุ์อาราบิก้า กาแฟพันธุ์อาราบิก้าเป็นที่นิยมปลูกมากที่สุด ประมาณร้อยละ 70 ของทั้งหมด เป็นพันธุ์ที่ดีที่สุด ปลูกยาก ดูแลยาก
  2. พันธุ์โรบัสต้า เป็นกาแฟพันธุ์ไม่ค่อยดีนัก มักนิยมเอามาทำกาแฟสำเร็จรูป หรือนำไปผสมกับพันธุ์อื่นๆ

บราซิลเป็นแหล่งผลิต เมล็ดกาแฟรายใหญ่ โดยเฉลี่ยปีหนึ่งผลิตได้ถึง 4 ล้านตัน คิดเป็น 1 ใน 3 ของผลผลิตกาแฟทั่วโลก แหล่งผลิตที่สำคัญอื่นๆ เช่น โคลัมเบีย อินโดนีเซีย เม็กซิโก และไอเวอรี่โคสต์ที่ถือว่าเป็นแหล่งผลิตกาแฟติดอันดับ Top 5 ของโลก

สำหรับประเทศไทยมีการปลูกทั้งพันธุ์อาราบิก้า และโรบัสต้า โดยพันธุ์อาราบิก้านิยมปลูกกันมาก บนที่ราบสูงตอนเหนือของไทย ส่วนพันธุ์โรบัสต้าปลูกกันมากทางภาคใต้ของประเทศ ขณะที่ประเทศไทยมีผลผลิตประมาณ 40,000 ตันต่อปี แต่ความต้องการในการผลิตกาแฟสำเร็จรูป มีประมาณ 60,000 ตัน

กาแฟคล้าย กับองุ่นที่ใช้ทำไวน์ตรงที่ รสชาติจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าปลูกที่ไหน รสชาติของกาแฟจึงถูกกำหนดโดยความสูงของพื้นที่ปลูก น้ำฝน ชนิดของดิน อุณหภูมิ ความร้อน ฯลฯ… ดังนั้น แต่ละแหล่งปลูกก็จะได้กลิ่นและรสชาติที่แตกต่างกัน นอกจากการนับตามพันธุ์กาแฟดั้งเดิมแล้ว หากแบ่งตามประเภทของกาแฟที่เห็นกันอยู่ทั่วไป จะมีดังนี้

  • กาแฟแท้ เป็นกาแฟที่ใช้เมล็ดกาแฟและผ่านกระบวนการต่างๆ แบบ Hand Made ไม่ว่าจะเป็นการคั่ว บด มีรสชาติเข้มข้น
  • กาแฟผสม เป็นกาแฟที่ใช้เมล็ดกาแฟ แต่มีการผสมวัตถุปรุงแต่งเพื่อสร้างรสชาติที่แตกต่าง เช่น มินท์ อบเชย โดยมีการปรุงพิเศษเฉพาะตัว เรียกว่า เบเลนด์ (Blend)
  • กาแฟปรุงสำเร็จ การนำเอากาแฟมาปรุงแต่งรสในลักษณะพร้อมดื่มด้วยน้ำตาล ครีมเทียม หรือวัตถุอื่นๆ ที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย โดยมีทั้งชนิดผงและของเหลว
  • กาแฟที่สกัดคาเฟอีนออก เนื่องจากเชื่อกันว่าคาเฟอีนเป็นสารเสพติด ดังนั้น จึงเกิดกาแฟสกัดคาเฟอีนที่เรียกว่า “ดีแคฟ” (Decaffeinated) ขึ้นมาจำหน่าย สารคาเฟอีนที่สกัดออกมานี้จะเอาไปขายให้บริษัทน้ำอัดลม หรือบริษัทผลิตยาชูกำลัง เพื่อเอาไปผสมในเครื่องอีกที

ขั้นตอนการสกัด คาเฟอีนมีความยุ่งยากและมีต้นทุนสูง ผู้บริโภคไม่สามารถสกัดคาเฟอีนเองได้ กาแฟดีแคฟจึงแพงกว่ากาแฟปกติ และกาแฟที่จะติดตราว่า “Decaffeinated” ได้ จะต้องสกัดคาเฟอีนออกอย่างน้อยร้อยละ 97 ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งกำลังใช้วิธีการทางวิศวพันธุกรรม เพื่อเพาะกาแฟพันธุ์ใหม่ที่ให้เมล็ดที่ไม่มีคาเฟอีน ผลจะเป็นอย่างไร ไม่นานคงจะรู้กัน  >>

 

« Previous Entry   |   Next Entry »

 

One Response to “ติด “กาแฟ””

  1. katik says:

    ขอบคุณมากๆครับ มีประโยชน์มากๆครับ ขอบคุณจากใจ

Leave a Reply